|
เราคุ้นเคยกับ Wi-Fi กันมาได้ระยะหนึ่งแล้ว แต่คำใหม่ๆ ที่เพิ่งจะมีเข้ามาให้เราๆ ได้ยินกันหนาหูมากขึ้นก็คือ Wi-Max จากที่เคยมีข่าวว่า Intel ยักษ์ใหญ่ในวงการคอมพิวเตอร์ ได้เข้ามาร่วมมือกับ True ทำการทดสอบ Wi-Max ที่โคราช เป็นข่าวครึกโครมกันมาแล้ว ซึ่งปัจจุบันเองมาตรฐานจริงสำหรับ Wi-Max เองยังไม่เรียบร้อย จึงยังไม่มีการจำหน่ายอุปกรณ์ที่ใช้งานด้าน Wi-Max ซึ่งตัวผมเองในครั้งแรก ก็เข้าใจว่ายังไม่มีผู้จำหน่ายรายใดผลิต Wi-Max มาจำหน่าย แต่ในความเป็นจริงปรากฏว่ามีผู้จำหน่ายแล้ว ที่สำคัญได้มีการทดสอบจริง ใช้งานจริงแล้วในประเทศไทย
Wi-Fi ต่างกับ Wi-Max อย่างไร
Wi-Fi นั้นใช้มาตรฐาน IEEE 802.11 แต่ Wi-Max ใช้มาตรฐาน IEEE 802.16 ซึ่ง Wi-Fi (802.11g) เองมีความเร็วในการรับส่งสูงสุดที่ 54 Mbps แต่ระยะในการรับส่งนั้นจะค่อนข้างแคบ โดยจะมีรัศมีไม่กี่สิบเมตร คือยิ่งอยู่ไกลมากความเร็วก็จะยิ่งลดลง โดยระยะที่ Wi-Fi ใช้อ้างโดยทั่วไปจะอยู่ที่ตั้งแต่ 50-100 เมตร แล้วแต่พื้นที่ ซึ่งบางครั้งระยะส่งอาจจะน้อยกว่านี้ขึ้นอยู่กับพื้นที่นั้นๆ โดยที่ Wi-Fi มีการแบ่งมาตรฐานออกมาดังนี้
- 802.11a ทำความเร็วได้ที่ 54 Mbps ใช้ความถี่ในการรับส่งที่ 5 GHz (แต่ไม่สามารถใช้งานในประเทศไทยได้ เนื่องจากความถี่ดังกล่าวถูกสงวนไว้ใช้ในราชการ)
- 802.11b ทำความเร็วได้ที่ 11 Mbps ใช้ความถี่ในการรับส่งที่ 2.4 GHz (ปัจจุบันเป็นมาตรฐานของอุปกรณ์ทั่วไป)
- 802.11g ทำความเร็วได้ที่ 54 Mbps ใช้ความถี่ในการรับส่งที่ 2.4 GHz สามารถใช้งานควบคู่กับมาตรฐาน 802.11b ได้
ปัจจุบันอุปกรณ์ที่ใช้งาน Wi-Fi มีมากขึ้น เช่น มีกล้องที่ใช้การเชื่อมต่อผ่าน Wi-Fi ,Projector ของ HP ก็สามารถใช้ Wi-Fi ในการเชื่อมต่อได้ , Notebook ก็ใช้ Wi-Fi , โทรศัพท์มือถือ ก็มีใช้ Wi-Fi เช่น Nokia 9500 และอีกไม่กี่เดือน Nokia ก็กำลังจะออกโทรศัพท์ตัวใหม่ที่รองรับ Wi-Fi อีก คือ E61 , PDA เองก็ใช้ Wi-Fi จะสังเกตเห็นว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีไร้สายได้มีการนำ Wi-Fi มาใช้งานมากขึ้น แต่ทั้งหมดจะมีข้อจำกัดว่า Wi-Fi จะมีรัศมีในการรับส่งได้ไม่ไกลพอ จึงเป็นอุปสรรค์ในการใช้งานอย่างหนึ่งที่ต้องคำนึงถึง อีกทั้งช่องสัญญาณของ Wi-Fi นั้นก็มีให้เลือกใช้เพียง 11 ช่อง เพราะฉะนั้นการวาง Plan Network ก็จะวาง Plan ได้ยาก โอกาสที่จะเกิดการรบกวนของสัญญาณก็มีมาก
สำหรับ Wi-Max เองก็มีการแบ่งมาตรฐานเหมือนกันกับ Wi-Fi เช่นกันคือ
802.16d สำหรับความเร็วยังไม่ได้มีการระบุที่ชัดเจน ซึ่งขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีที่นำมาใช้ ตามทฤษฏีอ้างว่าสามารถทำความเร็วได้ 75 Mbps แต่เป็นการใช้งานที่ไม่มีการเคลื่อนที่ และสามารถใช้ความถี่ในการรับส่งได้หลายความถี่ ขึ้นอยู่กับประเทศต่างๆ ที่จะนำไปใช้งาน แต่ตามทฤษฏีอ้างไว้ว่าความถี่ที่เหมาะสมที่สุดควรจะเป็น 5 GHz แต่ในเมืองไทยไม่สามารถใช้งานได้เนื่องจากความถี่ดังกล่าวถูกสงวนไว้ใช้ในทางราชการ จึงต้องเลี่ยงไปใช้ที่ 2.5 GHz แทน
802.16e จะเหมือนกันกับ 802.16d เพียงแต่ว่าสามารถเคลื่อนที่ได้ แต่ถ้ามีการเคลื่อนที่ความเร็วของการรับส่งข้อมูลจะลดลง
ถ้าสังเกตดูจะเห็นว่า Wi-Max ให้ความเร็วในการเชื่อมต่อที่เร็วมาก เหนือกว่าระบบ 3G ที่เราคุ้นหูหลายเท่าตัว (3G มีความเร็วที่ 384 Kbps)
ทำไมจึงต้องมีการพัฒนา Wi-Max ขึ้นมา
เราได้เห็นแล้วว่า โลกเทคโนโลยีปัจจุบันใช้อุปกรณ์ไร้สายมากขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก จากเดิมใช้ Infrared ก็เริ่มเปลี่ยนมาเป็น Bluetooth จาก Bluetooth ก็เปลี่ยนมาใช้ Wi-Fi และปัจจุบันเรากำลังจะเปลี่ยนไปใช้ Wi-Max ถ้าได้ดูในรายละเอียด ของความสามารถในการรับส่งข้อมูลจะเห็นว่า มีการพัฒนาด้านความเร็วเพิ่มมากขึ้น
- Infrared มีความเร็วที่ 115.2 Kbps - Bluetooth มีความเร็วที่ 720 Kbps - Wi-Fi มีความเร็วที่ 11-54 Mbps - Wi-Max มีความเร็วที่ 75 Mbps
จะเห็นได้ว่ามีการพัฒนาเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ และนอกจากความเร็วที่เพิ่มขึ้นแล้ว ระยะในการรับส่งก็เพิ่มขึ้นด้วย แล้วเราจะได้ใช้ประโยชน์อะไรจากความเร็วที่เพิ่มขึ้น ในเมื่อการเชื่อมต่อที่เกิดขึ้นเป็นระบบ LAN เราสามารถใช้ Application ต่างๆ บน Notebook ได้เหมือนเราเชื่อมต่ออยู่ใน Office ซึ่งปัจจุบันเราใช้ GPRS , EDGE , CDMA เป็นตัวเชื่อมต่อ Internet ซึ่งก็สามารถทำความเร็วได้ค่อนข้างต่ำ ซึ่งไม่มีค่ายใดในตลาดที่สามารถทำความเร็วได้เกิน 200 Kbps เลย ยังผลให้การใช้งาน Internet มีข้อจำกัดมากมาย ถ้าความเร็วในการเชื่อมต่อสามารถทำได้เร็วพอ เราจะสามารถใช้งาน Internet ได้ทุกที่ เหมือนกับที่เราสามารถใช้โทรศัพท์มือถือได้ทุกที่เช่นกัน ซึ่งปัจจุบัน Wi-Fi ก็สามารถตอบสนองการใช้งานได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็จะยังถูกข้อจำกัดในเรื่องของพื้นที่การใช้งาน เนื่องจากมีรัศมีในการใช้งานได้ไม่ไกลพอ นั่นคือเหตุผลที่มีการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ขึ้นมา ซึ่ง Wi-Max จะสามารถแก้ไขปัญหาที่มีทั้งหมดได้ |